การล้างรถ, วิธีล้างรถ, ทำความสะอาดรถ, วิธีดูแลรถ,

การทำความสะอาดเครื่องยนต์

การดูแลความสะอาดรถยนต์ที่ใช้เป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด บ่อยครั้งที่รถยนต์ต้องชำรุดเสียหายก่อนเวลา  เพราะเจ้าของรถนำรถยนต์ไปทำความสะอาดด้วยวิธีการไม่ถูกต้อง หรืออาจไม่ระมัดระวัง จะเห็นได้ว่า หลังจากล้างทำความสะอาดรถยนต์ไปแล้ว  ไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ให้ติดขึ้นมาได้ หรือบางครั้งที่ติดเครื่องยนต์ขึ้นมาได้ แต่เครื่องยนต์ ไม่สมบูรณ์  มีอาการ สะดุด ในรอบเดินเบา สั่นตลอดเวลาจึงต้องนำรถไปแก้ไขให้ช่างตรวจสอบ       ซึ่งจากการแก้ไขนั้น ก็มีทั้งข้อดี และข้อเสีย เนื่องจากบางครั้งช่างที่ทำการแก้ไข  ก็ไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ ถ้าไม่เข้าใจ หรือไม่รู้สาเหตุอันเนื่องมาจากการล้างรถยนต์  ยิ่งแก้ไขยิ่งเสียหายมากขึ้น ท้ายที่สุดเครื่องยนต์นั้นๆ ก็เสียหายชำรุดไปอย่างรวดเร็ว

วิธีการแก้ไขปัญหานี้ ไม่ให้เกิดขึ้นอีก จึงต้องมาแก้กันตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการทำความเข้าใจกับ วิธีการทำความสะอาดรถยนต์ ที่ท่านใช้งานอยู่เป็นอันดับแรก และรู้จักวิธีการทำความสะอาดรถยนต์ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้น   ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายในเครื่องของ สีตัวถัง หรือ เครื่องยนต์ ก็ตาม    การล้างรถยนต์ ในปัจจุบันนี้ เจ้าของรถส่วนมาก มักจะมอบหน้าที่ให้กับศูนย์บริการ คาร์แคร์ต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นการล้างด้วยเครื่องอัตโนมัติ หรือล้างด้วยแรงงานคน ก็ตามแต่ ต่างไปจากในอดีต   ที่ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ มักจะทำการล้างรถด้วยตันเองในวันหยุด    ซึ่งข้อดีของการล้างรถด้วยตนเองบ้างในบางครั้ง นอกจากจะเป็นการทำความสะอาด   และตรวจตรารถยนต์ของตนเองไปในเวลาเดียวกันแล้ว ยังถือว่าเป็นการออกกำลังกาย ไปในตัวอีกด้วย ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์มากราย ที่ไม่เคยสังเกตรถยนต์ของตนเองว่า มีอะไรผิดปกติขึ้นมาบ้าง    หากมีใครสักคนไหถามว่า รอยถลอก หรือรอยขูดขีด ที่เกิดขึ้นกับตัวรถนั้นมาจากที่ไหน  ก็ไม่สามารถตอบได้ว่า เกิดที่ไหนเมื่อไหร่เพราะไม่เคยสังเกต ซึ่งหากเป็นเจ้าของรถยนต์ ที่ล้างรถ   หรือทำความสะอาดรถยนต์ด้วยตนเองบ้าง ก็จะรู้ได้ทันทีว่า รอยดังกล่าว เกิดขึ้นมาเมื่อใด   ครั้งก่อนที่ทำการล้าง มีรอยนี้หรือไม่

การล้างรถที่ถูกต้อง ต้องเริ่มล้างจาก ด้านบนลงมาด้านล่าง และหากรถของท่านไม่สกปรกมากมายนัก จะทำเพียงแค่หาไม้กวาดขนไก่มาปัดเบาๆ ไล่ฝุ่นผง หรือสิ่งสกปรกออกไปจากตัวรถก็ได้ บริเวณใดที่อาจจะมีคราบความสกปรกเกาะติดแน่นอยู่ ก็ให้เอาผ้านุ่มๆ ชุบน้ำบิดหมาดๆ มาเช็ดเบาๆ ทั้งนี้ ต้องระมัดระวังให้ดีในช่วงที่ล้างครั้งแรก หรือปัดด้วยไม่กวาดครั้งแรก  เพราะว่าพื้นผิวของสีรถตามปกตินั้น จะมีสิ่งสกปรกมากมายเช่น เศษทราย เศษฝุ่นเกาะติดอยู่ หากปัดด้วยของแข็ง  หรือเอาผ้าลงไปถูเลยทันที อาจจะทำให้สีรถ เกิดเป็นรอยอย่างที่เป็น เป็นวงๆ ที่เรียกว่า รอยขนแมว  เกิดขึ้นได้ เมื่อใช้ไม้กวาด หรือผ้านุ่มๆ เช็ดปัดสิ่งสกปรกออกไปแล้ว ให้หาดูคราบยางไม้ หรือขี้นก ที่อาจจะมีหยดอยู่ตามตัวถัง แม้แต่ คราบปูน ที่มักจะเกิดขึ้น กับรถยนต์  ที่ต้องขับผ่านพื้นที่ซึ่งมีการก่อสร้างทางด่วนยกระดับ หรือบริเวณที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้ายกระดับ  อยู่เสมอๆ รอยเหล่าที่ว่ามานี้ เป็นสาเหตุหลัก ในการทำให้สีรถ เกิดความเสียหาย เป็นรอยด่างอยู่บ่อยๆ  หากเห็นว่า มีรอยดังกล่าวเกิดขึ้นบนตัวรถ ก็ต้องรีบเช็ดออก อย่างปล่อยเอาไว้

การล้างอีกแบบหนึ่ง คือ การล้างด้วยน้ำเปล่า ล้างแบบนี้ ต้องใช้น้ำฉีด ไล่สิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกจากด้านบน   ตั้งแต่หลังคาลงมา จากนั้น จึงใช้ผ้าชุบน้ำ มาเช็ดถูตามบริเวณที่เปื้อน ทั้งนี้  ต้องไม่ลืมเช็ดตามซอกหลืบต่างๆ เช่นตามขอบประตู ตามบริเวณที่ลัดตา และมักจะมีคราบฝุ่นไปจับ  เนื่องจากหากไม่เช็ดออกไป ฝุ่นเหล่านั้น เมื่อโดนน้ำ ก็จะกลางเป็นโคลน และเก็บความชื้นเอาไว้  เป็นตัวการทำให้เกิดสนิมง่ายขึ้นนั้นเอง ตรงบริเวณ ขอบด้านใต้ประตูรถ เป็นส่วนที่ต้องดูและเป็นพิเศษในการล้างรถ เพราะน้ำ    มักจะขังอยู่แถบนั้น ทำให้เกิดสนิม ดังนั้น หากท่านล้างรถด้วยน้ำ หลังจากเสร็จกระบวนการล้าง   และเช็ดแห้งแล้ว ควรนำรถออกไปวิ่งสักหนึ่ง หรือสองกิโลเมตร หรือไปขับวนรอบบริเวณหมู่บ้าน  เพื่อให้น้ำที่อาจจะขังอยู่ตามซอกต่างๆ ไหลหยดลงมาให้หมด จะได้ไม่เกิดสนิมขึ้นมา

การเช็ดแห้งนั้น ต้องหาผ้านุ่มๆ ชนิดไม่มีขน มาเป็นเครื่องมือเช็ด และอย่าออกแรงกดลงไปบนผ้ามากนัก เนื่องจาก หากมีเศษทรายติดอยู่กับผ้า หรือบนตัวถังรถ แรงกด ก็จะทำให้เกิดรอยขีดข่วนขึ้นมาได้ง่าย   และให้หมั่นทำความสะอาดผ้า สำหรับเช็ดรถบ่อยๆ  แต่เรื่องที่สำคัญที่ เป็นเรื่องของ การล้างเครื่องยนต์ หรือล้างภายในห้องเครื่อง              เนื่องจากมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า รถยนต์ในปัจจุบันนี้ มักจะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่เป็นระบบ อิเล็กทรอนิกส์ มากขึ้น ซึ่งจุดอ่อนของ อิเล็กทรอนิกส์ ก็คือ ไม่สามารถทนต่อความชื้น และน้ำได้

ดังนั้น ท่านที่นำรถไปจ้างศูนย์บริการล้าง หรือจะล้างเองก็ตามแต่ ต้องนึกไว้ตลอดเวลาว่า   การที่ล้างห้องเครื่องยนต์ หรือตัวเครื่องยนต์ด้วยน้ำนั้น จะทำให้มีโอกาสเกิด ระบบไฟฟ้าลัดวงจรได้ง่าย   ซึ่งหากการลัดวงจนนั้น เกิดขึ้นที่ระบบสำคัญ เช่น กล่องควบคุมเครื่องยนต์ (ECU) ก็จะทำให้เครื่องยนต์  เกิดความเสียหาย ต้องใช้ค่าซ่อมบำรุงสูงมากทีเดียว  หรืออย่างน้อย หากน้ำเข้าไปขังอยู่ตามบริเวณเบ้าหัวเทียน ก็อาจจะทำให้เครื่องยนต์ เดินไม่สะดวกได้   เพราะจะเกิดการลัดวงจรขึ้นมาเช่นกัน อีกทั้งบางศูนย์บริการ ก็ชอบที่จะเอาอกเอาใจลูกค้า   ด้วยการทำห้องเครื่องยนต์ให้สะอาด บางแห่งก็ใช้พัดลมแรงๆ มาเป่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะแรงดันของลม อาจจะทำให้ ขั้วต่อของสายไฟ (Socket) ต่างๆ หลุดออกจากกัน  และกระแสไฟไม่สามารถเดินครบวงจร ทำให้เครื่องยนต์ หรืออุปกรณ์ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่   และหากเกิดกรณีดังกล่าวนี้ขึ้น ช่างที่ทำการแก้ไข จะหาสาเหตุการขัดข้องของเครื่องยนต์ได้ยากมากทีเดียว

ข้อสำคัญ ที่ต้องจำเอาไว้ ก็คือ การทำความสะอาดเครื่องยนต์ นั้น หากเห็นว่า สกปรกมากเกินไป    ก็ทำเพียงแต่นำเอาผ้าชุบน้ำ บิดให้แห้ง มาเช็ดเบาๆ ไปตามรอยเปื้อน              โดยต้องระวังในเรื่องของสายไฟต่างๆ เอาไว้ให้ดี ไม่ควรล้างห้องเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะ ด้วยน้ำ ลม หรือน้ำยาเคมีใดๆ เป็นอันขาด   ห้องเครื่องยนต์ที่สกปรกด้วยฝุ่นผงนั้น ไม่มีความเสียหายใดๆ มีแต่จะทำให้สามารถสังเกตเห็นรอยรั่วซึมของบรรดาน้ำมันต่างๆ ได้ชัดเจนและเห็นร้อยเท้าของหนูได้หากจะมีเกิดขึ้น ว่า หนูเดินผ่านจากจุดใดไปจุดใด ซึ่งจะทำให้สามารถป้องกัน และขับไล่หนูออกจากห้องเครื่องยนต์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย         ดังนั้น อย่าไปกังวลกับรอยเปื้อนฝุ่นผง ตามสภาพของเครื่องยนต์ให้มากจนเกินไป

รับซื้อรถ, อยากขายรถ ให้ราคาสูง  ติดต่อเราได้

เครดิตที่มา  https://ppbuycar.com/


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Tagged with